พระพุทธองค์ไม่เคยเลยที่จะสอนว่า การเป็นชาวพุทธที่สมบูรณ์ ต้องติดข้องอยู่กับพิธีกรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี ถ้าเราเพ่งเล็ง สนใจแต่สิ่งเหล่านี้ ก็อาจไปติดอยู่ตรงจุดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่หัวใจของพุทธศาสนา แล้วเลยไปสำคัญผิดว่า พุทธศาสนามีความหมายเพียงเท่านั้นเอง
พระพุทธเจ้าไม่เคยจำกัดว่า ถ้าเราจะปฏิบัติธรรม หรือจะเป็นพุทธมามกะนั้น ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ หรือกำหนดกฎเกณฑ์เป็นพิเศษ ต้องปลีกตัวออกจากสังคม ต้องหลีกจากโลก ต้องสลัดละทิ้งความรับผิดชอบ ท่านไม่เคยตรัสเช่นนั้นานตรัสแต่ พุทธบริษัทประกอบด้วย อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี มีเป็นองค์ 4 ไม่ใช่มีแต่ผู้ละทิ้งบ้านเรือนไปอยู่ป่าหมด หรือผู้อยู่เรือนหมด โลกนี้ย่อมมีทั้งกลางวันและกลางคืน มีทั้งฆราวาสและสมณะ มีทั้งคามวาสี ผู้อยู่เรือน และอรัญวาสี ผู้อยู่ป่า การเป็นพุทธมามกะนั้น เราเป็นได้ทั้งๆ ขณะเป็นฆราวาสเต็มภูมิ
พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้หนีทุกข์ พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้ลืมทุกข์ ให้กลบเกลื่อนทุกข์ แต่ทรงสอนให้มองดูทุกข์ ให้ทำความรู้จักกับทุกข์ แล้วสาวหาสาเหตุของมัน
สาเหตุของทุกข์คืออะไรเล่า ก็คือใจที่ไม่รู้เท่าทันกิเลสทั้งปวง ใจที่ถูกจองจำคุมขังอยู่ด้วยความยึดผิด เห็นผิด คิดไว้อย่างหนึ่ง ยึดมั่นถือมั่นไว้อย่างหนึ่ง
พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสว่า เราต้องเชื่อตามผู้นำ หรือตามพระพุทธองค์ ท่านตรัสไว้ว่า เมื่อสิ้นท่านแล้ว พระธรรมและพระวินัยที่ได้บัญญัติไว้ จะเป็นศาสดาแทนพระองค์
การทำทานนั้น มิใช่จะตั้งหน้าตั้งตาว่า เมื่อเจอคนยากจนก็ให้เขาเรื่อยไป หรือมุ่งไปวัด ทำบุญตักบาตร อุปัฏฐากท่านด้วยปัจจัยไทยทาน การทำทานในความหมายที่พระพุทธองค์ ทรงประสงค์ให้เราทำนั้น คือ ให้เราจาคะ สละ แบ่งปันส่วนที่เป็นความหวงแหนส่วนที่เป็นตัวตนของเราออกไปถ้าเราทำทานโดยไม่เกิดความรู้สึกว่า สิ่งที่ให้ไปนั้น เราตั้งใจ ตัดใจ สละแบ่งปันออกไป ทั้งที่ยังรัก ยังหวงแหน หรือสิ่งที่ให้ไปนั้น เราจงใจเพื่อเกื้อหนุนให้เขาเป็นสุข
พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้เชื่อสิ่งใดที่ไม่มีข้อพิสูจน์ ไม่ทรงสอนให้เชื่อด้วยความงมงาย แม้ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไปแล้วก็เช่นกัน
ครั้งหนึ่ง หลังที่ทรงแสดงธรรมจบลงแล้ว พระพุทธองค์ได้ตรัสถามพระสาวกทั้งหลาย ที่สดับฟังอยู่ว่า ธรรมที่ทรงแสดงนั้นเป็นอย่าไร พระสารีบุตรทูลตอบว่า ธรรมของพระพุทธองค์งามพร้อมมหาที่ติมิได้ แต่พระสารีบุตรก็ทูลขอโอกาสนำไปปฏิบัติดูก่อน แล้วจึงจะกราบทูลผลให้ทรงทราบ สาวกอื่นๆ พากันไม่พอใจ ตำหนิพระสารีบุตรว่า ไม่เคารพเชื่อฟังพระพุทธองค์ แต่พระพุทธองค์ตรัสรับรองว่า สิ่งที่พระสารีบุตรกล่าวนั้นถูกต้อง เพราะ ธรรมไม่ใช่สิ่งที่จะเชื่อด้วยความงมงาย หรือเชื่อเพียงเพราะออกจากพระโอษฐ์ แต่ท่านมีพระประสงค์ให้เหล่าสาวกและพุทธบริษัททั้งปวง นำไปพิจารณาไตร่ตรอง และทดสอบด้วยตัวของตัวเองสิ่งที่เป็นธัมมะจะไม่บังเกิดผล ถ้าเรานำมาเก็บไว้ในใบลาน หรือในตู้พระไตรปิฎก หรือเราเพียงแต่อ่านละจำด้วยสัญญา แล้วนำมาพูด มาถกเถียงมาแสดงความรู้กันโดยโวหาร แต่เป็นสิ่งที่เราต้องทดลองนำมาปฏิบัติจริงๆ กับชีวิตเรา เอากายและใจของเรานี้เป็นสัตว์ทดลอง เมื่อทดลองแล้วได้ผลอย่างไรแล้ว นั้นแหละ จึงจะทำให้เราเป็นชาวพุทธที่ถูกต้อง
จาก คุณเป็นชาวพุทธแน่หรือ
โดย อ.พญ.อมรา มลิลา
ณ ชมรมพุทธรรม โรงพยาบาลศิริราช
วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2525
ณ ชมรมพุทธรรม โรงพยาบาลศิริราช
วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2525